ผสมผสานแบบตัดในหลาย ๆ หลักสูตร

        ได้ยินเสียงถกเถียงของบรรดานักเรียนว่า “กาลวินเนี๊ยบกว่า” บ้างก็ว่า “นิรันดร์รัตน์ดีกว่า”

แล้วอีกหลาย ๆ สถาบันที่คุยอวดกัน (ฮ่า ๆๆๆ สุดท้ายมาเรียนที่สารพัดช่าง)  ทำให้เราได้รู้ว่า

มีตั้งหลายหลักสูตร  ต่างคนต่างก็เอามาอวดกันทั้งตำราทั้งเทคนิคส่วนเราคนสอนก็ฟังอย่าง

                         dscf2700.jpg

เป็นกลาง  และแล้วตำราในแต่ละที่ก็มีลูกศิษย์นำมาพา เข้ามาสอนเทคนิคให้กับเรา ครูก็ได้

โอกาสจากการเรียนรู้ใหม่ ๆ เพราะการเปิดใจกว้าง  แต่จากการพิจารณาตำราและเทคนิคการ

ตัดเย็บในแต่ละที่ทำให้รู้ว่าการมีเทคนิคต่างกันเป็นเรื่องที่ดีถ้าผู้เรียนรู้จักนำเทคนิคมาผสมผสาน

กันว่าในแต่ละที่มีอะไรแตกต่างจากตัวเอง  แล้วดีกว่ามั้ย  ถ้าดีกว่านำมาใช้กับของเราได้มั้ย  อะไร

ที่เป็นจุดเด่นของสถาบันนั้นจุดด้อยของหลักสูตรสถาบันนั้นคืออะไร

          และแล้วตำราทุกอย่างนานาชนิดก็มาอยู่กับเราแทบทุกสถาบัน  เพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น

เพราะว่า “ความใจกว้างระหว่างกัน”  การที่เรา “ไม่ปิดบังความรู้ซึ่งกันและกัน” ช่วยกันเรียน

ช่วยกันคิด  ช่วยกันสอน  ช่วยกันทำ 

           นักเรียนรู้มั้ยการที่ครูได้รับการพัฒนาเทคนิคการตัดเย็บที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากใคร แต่ก็

ไม่ได้มาจากใครที่ไหน  มาจากพวกเธอนั่นแหละ บางคนเป็นช่างเย็บมานับ  30 ปี แต่ว่า

สร้างแบบไม่ได้  ส่วนผู้สอนเองนั้นเย็บไม่เก่งแต่ว่าสร้างแบบเก่งมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเรา

เจอกันมันจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันนั่นเอง

          บางครั้งวันดีคืนดีก็จะมีตำราเก่าเก็บเมื่อประมาณ  40  กว่าปีที่แล้วมามอบให้ครู

บางทีก็จะมีตำราต่างประเทศมาให้บ้าง  ซึ่งก็มาจากลูกศิษย์นี่แหละ จากการที่ได้แลก

เปลี่ยนซึ่งกันและกันนี่เองมันเป็นที่มาของการเรียนที่ผสมผสานของเรา

ขึ้นหุ่นซะ ดูเส้นปกด้วย ดูดี ๆ อย่าให้รั้ง

       ” เอาไปขึ้นหุ่น”  คำ ๆ นี้พูดบ่อยมาก ๆ แล้วก็จะได้ยินเสียงซุบซิปว่า “เสียเวลา”

“เสียเวลาทำมาหากิน” แต่ในมุมมองของเราก็คิดว่าเป็นการมองดูแบบตัดในอนาคต มอง

ดูปกเสื้อในอนาคตมากกว่า  ยอมเสียเวลานิดหน่อยแต่ว่าออกมาไม่พลาดแล้วก็การเย็บ

ที่ออกมาแล้วอาจไกล้เคียงกับกระดาษที่ขึ้นหุ่นนั่นเอง

                 llllii.jpg

                  dsc.jpg

      การประกอบกระดาษก็เพียงแต่เอาสก็อตเทปประกอบกระดาษให้เหมือนกับการเย็บประกอบปก และดู

ความสวยงามว่ารั้งมั้ย  รูปทรงที่วาดเป็นที่พอใจมั้ย  มีส่วนเกินส่วนใดบ้าง  ถ้าเกินตัดออก  ถ้าสั้นไม่ได้

ส่วนให้ต่อกระดาษแล้ววาดใหม่

       เสียเวลาเพียงนิดแต่ว่าแบบตัดออกมาแม่นยำ

กับเครื่องมือและอุปกรณ์ก็ต้องใจเย็นค่อย ๆ ใช้

                    .jpg.jpg

        ได้เห็นอาการหงุดหงิดของศิษย์รัก พร้อมกับเสียง “จิ๊จ๊ะ ” เหมือนไม่พอใจอะไร

พอสักพักก็เรียก ” อาจารย์ค่ะจักรมันใช้ไม่ได้ค่ะ” พอเดินไปตรวจผลปรากฏว่าใส่เข็มผิด

บางทีก็ร้อยด้ายผิดบ้าง  แล้วก็อีกหลาย ๆ ประการของความเสียของอุปกรณ์  แต่พอเรา

ได้ไปตรวจผลปรากฏว่าไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย  ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะ แต่ถ้าเป็นมือ

ใหม่เรายังพอให้อภัยแต่ถ้าเรียนตัดเย็บมานานแล้วยังเกิดอาการ ร้อยด้ายไม่ได้  หรือยัง

ไม่รู้สาเหตุว่าทำไมจักรเสีย ก็อยากบอกตรง ๆ ว่า “เลิกเรียนเถอะ”

                1.jpg

    เพราะบางทีดูเหมือนว่าคุณไม่ค่อยสนใจที่จะแก้ไขและซ่อมเวลาที่อุปกรณ์เสีย

ซึ่งเครื่องมือเครื่องจักรคืออุปกรณ์ที่คุณต้องใช้ประกอบอาชีพ  คุณต้องซ่อมให้เป็น

กรุณาอย่าคิดที่จะเย็บอย่างเดียว โปรดมีความคิดที่จะรักษาอุปกรณ์ด้วยนะคะ

                 8.jpg

ลูกค้าก็แบบนี้แหละต้องทำใจยอมรับคำติชม

    ในแต่ละวันก็จะมีลูกค้าเดินเข้ามาที่ร้านหลายราย แต่แล้วเสียงที่บ่นก็เข้าหูจนได้  ทำไม

ตรงนี้หลวมไป  ทำไปตรงนี้คับไปทั้ง ๆ ที่ ตัวช่างเย็บผ้าเองก็แอบเข้าข้างตัวเองว่า  “ดู ๆ ไป

มันก็พอดีแล้วนา เรื่องมากชมัด”  แต่อยากจะบอกว่านี่แหละ  “นานาจิตตัง”  บางทีเราทำเสื้อ

ผ้าตัวนี้เรารู้สึกว่าเราไม่พอใจ  รู้สึกว่ามันไม่สวย แต่ว่า  “กลับสวยในสายตาลูกค้า” ลูกค้า

กลับชอบใจแล้วก็ได้รับคำชม  มันก็แปลกดี  การได้รับคำติชมมันก็เป็นเหมือนก้าวแรกในการ

เข้าสู่อาชีพช่างเสื้อ  บางคนพอได้รับคำติมาก ๆ ก็จะเกิดอาการความมั่นใจในตัวเองหดหาย

ไม่อยากทำ กลัวแก้  กลัวซ่อม  กลัวไม่ได้รับค่าจ้าง  สารพัดรูปแบบแล้วก็หาเหตุผลโทษโน่น

โทษนี่ รวมทั้งโทษอาจารย์ก็มีที่ตรวจแบบให้ไม่ดี ลืมบอกเคล็ดจุดนั้นจุดนี้

       จิตใจด้านการยอมรับมันเป็นเรื่องสำคัญมาก  มันหมายถึงการตัดสินใจว่าจะเป็นช่างได้

หรือไม่  จิตใจที่ยอมรับความผิดพลาด จิตใจที่พร้อมจะชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองพลาด  ขจัดความ

กลัวออกจากจิตใจให้หมด  คิดซะว่าเรื่องผิดพลาดและโดนด่าคือเรื่องธรรมดา

        ต่อให้ช่างเสื้อที่เก่งแค่ไหนก็ตาม  ก็มักจะได้รับคำติชมเช่นกัน  แต่ว่าช่างเสื้อมืออาชีพนั้น

มีจิตใจที่แข็งแรงกว่าเรา เพราะได้ฟังเรื่องแบบนี้มาเยอะ

         นักเรียนที่รัก ครูก็หวังว่านักเรียนควรจะปรับใจตัวเองให้ยอมรับจุดนี้ให้ได้นะ  จิตใจที่เปราะ

บางของพวกเธอบางทีอาจจะทำให้เธอเลิกเป็นช่างเสื้อไปเลยก็ได้ “ถ้าใจไม่สู้แต่แรก”

measurements-2.jpg          39.jpg       37.jpg

    “ขยันฝึกเข้านะ  เอาใจช่วยค่ะศิษย์รัก “

ใจเย็น ๆ นะ ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เรียบร้อย

dscf2127.gif    มักจะได้ยินเสมอว่า “อาจารย์คะ เสื้อต้องใส่อีกสองวันข้างหน้าค่ะ”

                         dscf2117.gif

                                                   dscf2128.gif

      ได้ยินประโยคนี้ที่ไรรู้สึกจี๊ด ๆ ที่สมองขึ้นมาทุกที เอาละซิเราสงสัยท่าจะได้เรื่องแน่ ๆ

 และแล้วก็เป็นแบบนั้นซะจริง ๆ ด้วย  รู้สึกทุกอย่างที่ทำนั้นจะร้อนรนและรีบร้อนไปซะหมด

รวมทั้งมาเร่งอาจารย์ขาให้ช่วยเหลือซะด้วย  “อาจารย์คะช่วยเช็คแบบหน่อยค่ะ” 

(ไอ้แบบที่ทำก็ง่ายซะที่ไหนต้องใช้ความใจเย็นเช็คแบบทีเดียวแล้วก็ค่อย ๆ คิดวิธีการเย็บไป

ด้วยว่าออกมาได้มั้ย)  คนที่กำลังเร่งรีบทำงานให้มันเสร็จน่ะมักไม่ค่อยได้เรื่องหรอกในช่วง

เวลาที่เร่งรีบนั้นระบบต่าง ๆ ในสมองส่วนวิเคราะห์และตีความแบบตัดมันมักไม่ค่อยทำงาน

หรอกเพราะสมองตอนนั้นคิดจะได้ใส่อย่างเดียว  ส่วนสมองที่ทำงานหนักที่สุด

มักเป็นสมองของอาจารย์  ส่วนเวลาที่เร่งรีบนั้นลูกศิษย์มักรอความหวังคือ “ให้อาจารย์ทำให้”

(รู้ทันนะ)มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีนัก  ควรจะวางแผนให้ดีว่าฝีมือตัวเองจะใช้เวลาประมาณเท่าไหร่

ใช้เวลากี่วันใช้เทคนิคการเย็บกี่ขั้นตอน  ช่างที่ดีควรตัดสินใจเองให้ได้ในระยะแรก ๆ ควร

จะหัดตัดให้ตัวเองก่อนเรียนรู้ปกต่าง ๆ ให้คล่อง  เย็บให้คล่องแล้วจึงเริ่มหัดเย็บให้คนสนิทใส่

อย่าเพิ่งคำนึงถึงรายได้ที่จะได้รับส่วนความผิดพลาดทางการเย็บก็เป็นสิ่งดีเพราะจะทำให้

เราจำแม่นต่อไปจะไม่ผิดอีก  แต่ส่วนใหญ่จะรีบร้อนหารายได้  อยากให้เย็บเป็นเย็บเก่งภาย

ในวันสองวัน(ความจริงใช้เวลาเป็นปีนะ)  เวลาบรรดาลูกศิษย์ที่รีบร้อนทั้งหลายเย็บผิดหรือ

ได้แก้ไขในสิ่งที่ตนเองผิดพลาดไปก็จะรู้สึกว่าโลกจะถล่มทลายแล้วก็มักมาโทษ

อาจารย์ด้วยซิที่ทำให้ผ้าตัวเองเสีย  แต่จะมีใครรู้บ้างว่ากว่าจะมาสอนได้ตัวผู้สอนเองก็ตัดเสื้อเสีย

นับร้อยตัวถ้าไม่รวมว่าได้บริจาคไปบ้าง

     ขอแนะนำว่า  1. อยากให้ยอมรับความผิดพลาดบ้าง และหัดเป็นคนช่างสังเกตว่าเราพลาดเพราะอะไร

2. อย่าเร่งรีบโดยเฉพาะ “เร็ว ๆ เข้า  บอก ๆ มาว่าจุดนี้ทำยังไง เวลาเป็นเงินเป็นทอง” ถ้าเรารีบเรา

     จะยิ่งเก็บรายละเอียดที่ดีไม่ได้เลย

3. ต้องให้เวลากับมัน จุดไหนที่ทำไม่ได้ทำไม่สวย ก็ต้องพยายามฝึกใหม่ซื้อผ้ามาทำใหม่ 

     สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรค ในการเรียนมาก ๆ คือ เสียด้ายผ้า “ตัดแล้วต้องได้ใส่” 

     รับรองยิ่งเรียนยิ่งไม่กล้าตัดสินใจ

4. คิดอยู่เสมอว่าความผิดพลาดเป็นสิ่งปกติ  การแก้ไข การเลาะเป็นเรื่องธรรมดา  จะทำให้

    เราไม่ผิดพลาดมากขึ้นปัญหาทุกอย่างมีทางแก้

5. อย่าเป็นโรค “ขาดอาจารย์ไม่ได้” นั่นหมายถึงคุณไม่กล้าที่จะก้าวสู่อาชีพ  ถ้าอาจารย์ไม่มาคุณ

   ก็จะตัดผ้าไม่ได้ถ้าอาจารย์ไม่อยู่จะสร้างแบบตัดไม่ได้  ใครจะแต่งแบบตัดให้  ใครที่มีความคิดแบบ

   นี้ก็ขอความกรุณาช่วยเปลี่ยนความคิดด้วยเพราะมันจะทำให้คุณติดนิสัยความไม่มั่นใจในตัวเอง

   เป็นอย่างมาก  คุณจะต้องทดลองสร้างทดลองตัดแล้วหัดดูด้วยตัวเองว่าพลาดตรงไหน 

   ถ้าทำแล้วไม่แน่ใจก็ลองนำมาให้อาจารย์ดู (รับรองไม่กัด)

6. มีความคิดสร้างสรร ตีโจทย์แบบตัดให้ออกว่าเส้นสายไปทางไหน (ฝึกยากนะอันนี้)

   

        *ใครมีความคิดดี ๆ บอกกันบ้างนะจะได้เป็นวิทยาทานกับศิษย์ทั้งหลาย

                                                         

                                                          

                               

พื้นฐานต้องแน่น พื้นฐานต้องดี อย่ารีบร้อน

          

dscf2617.jpg       dscf2601.jpg          dscf2609.jpg

    วัน ๆ จะเห็นบรรดานักศึกษาถือแคทตาล็อกเข้ามาหาแล้วก็บอกว่า “อยากได้แบบนี้”

“อยากตัดแบบนี้ แบบที่อาจารย์กำหนดให้หนูไม่ชอบ”  คนสอนเองก็ได้แต่กลุ้มใจ

เพราะว่าสิ่งที่กำหนดให้มันคือพื้นฐานที่เราต้องเรียนรู้  ผู้เรียนไม่ยอมเริ่มจากแบบง่าย ๆ

ได้แต่คำนึงว่าจะใส่  ใจมัวแต่จินตนาการว่าแบบนั้นดีแบบนี้ดีแต่ว่าไม่ยอมฝึกพื้นฐานที่

มันจำเป็นเช่น เจาะกระเป๋า  เจาะรังดุม  เย็บเส้นตัดต่อในตัวเสื้อ  การเย็บกลับสาบแบบ

ต่าง ๆ หลายแบบ  ต้องการให้ผู้เรียนเริ่มจากง่าย ๆ ก่อนเริ่มจากเย็บตะเข็บด้วยมือก่อนเช่น

รังดุมถัก  ติดตะขอ  ติดซิป  หัดเย็บจักรด้วยเศษผ้า  รู้จักการปรับจักรให้คล่อง  รู้จักการแก้

ปัญหาเมื่ออุปกรณ์ขัดข้อง  แล้วจึงมาเริ่มต้นการตัดกระโปรงง่าย ๆ  ตัดเสื้อง่าย ๆ เช่น

เสื้อคอกลม  กระโปรงเข้ารูป  การเริ่มต้นจากสิ่งง่ายผู้เรียนควรสังเกตว่ามีชิ้นส่วนอะไรบ้าง

มีกีชิ้น  ส่วนใหนประกอบส่วนไหนอะไรเย็บก่อนอะไรเย็บทีหลัง  การเย็บกลับมุม  การขลิบ

การบากเป็นยังไง  รวมทั้งฝึกเย็บกันเหลื่อม  นอกจากนี้ยังต้องสังเกตว่าแขนเสื้อลักษณะที่ดี

เป็นแบบใดให้สังเกตเรื่องการเข้าหัวแขน  ผู้เรียนควรจะสังเกตตะเข็บโพ้งด้วยว่าโพ้งแบบใด

จึงจะสวยเมื่อเย็บเสร็จให้ศึกษาเรื่องการรีดตกแต่งในขั้นตอนสุดท้ายเห็นมั้ยว่าต้องทำพื้นฐาน

ต่างๆ  ให้สวยก่อนจึงจะเริมเปิดแคตตาล็อกแล้วจะไม่งงเมื่อพบขั้นตอนยาก

       “แล้วคุณจะรีบไปไหนกัน”  ต้องให้เวลากับมันซิ  “อย่าข้ามพื้นฐานนะ”

เส้นต่าง ๆ ในแบบตัดต้องไม่เป็นเส้นเดียวกันตามกฏเกณฑ์

dscf2161.gif        dscf2162.gif     dscf2201.gif

    หลังจากได้เรียนรู้การวัดตัวแบบละเอียดทุกแง่ทุกมุมแล้ว(ดูเหมือนจะเยอะไปด้วยซ้ำ)

แต่ผู้เขียนเองก็อยากจะให้สร้างแบบตามสรีระของร่างกายจริง ๆ ไม่ใช่ตามกฏเกณฑ์เสมอไป

บางครั้งเราจะเห็นว่าแพทเทิร์นที่ออกมานั้นรูปร่างออกจะประหลาด ๆ ซักหน่อย ตอนแรกก็

จะเกิดคำถามขึ้นมากมายเช่น  ทำไมไหล่เอียงจัง? ทำไมไหล่จึงตั้งแบบประหลาด ๆ ?

ทำไมเส้นเอวมันแปลก ๆ ล่ะค่ะ?  เส้นอกทำไมต่ำจัง  ?  ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เกิดจากสรีระ

ของร่างกายเราทั้งสิ้น  ก็ต้องการให้นักเรียนเข้าใจว่าแบบตัดมัน  “ดิ้นได้”  ไม่มีอะไรตายตัว

การสอนมักมีหลายวิธี  เพราะว่าร่างกายมันแตกต่างกัน ส่วนที่เราวัดตัวไปนั้นสามารถนำมา

ดัดแปลงได้ตลอดเวลาเลยค่ะ

  *  แผ่นหลังคือแผ่นหลัง

  *  แผ่นหน้าคือแผ่นหน้า

  *  เส้นบ่าหน้าคือเส้นบ่าหน้า

  *  เส้นบ่าหลังคือเส้นบ่าหลัง

  เส้นในแต่ละเส้นคือสรีระที่แยกจากกันในแต่ละส่วน ผู้เขียนเองไม่ค่อยชอบการสร้างแบบ

ที่ใช้เส้นต่อเนื่องกันตลอดไปที่แผ่นหลัง ซึ่งการใช้เส้นทุกอย่างเส้นเดียวกันนั้นทำให้การ

สวมใส่และการขยับตัวไม่สบาย (ถึงแม้ว่าจะใส่พอดีก็ตาม)  บางครั้งผลจากการใช้เส้นใน

แบบตัดที่เป็นเส้นเดียวกันนี้จะทำให้เกิดเส้นรอยย่นมากมายแล้วก็แก้ไขยากมาก เพราะว่า

เส้นไหล่ไม่ใช่ตามสรีระ   เส้นบ่าซึ่งจริง ๆ แล้วเส้นบ่าหน้าและบ่าหลังตามสรีระจริง ๆ นั้น

ไม่เท่ากัน  ส่วนเส้นอกเราควรจะใช้จุดอกสูงและ อกห่างมาตัดกันทำให้เกิดเส้นอก

ส่วนเส้นเอวก็จะไม่ใช้เส้นเดิมแต่จะใช้ความแตกต่างระหว่างเส้นเอวถึงพื้นทั้งสามจุดมาหา

ความแตกต่างเพื่อให้เกิดเส้นเอวขึ้นมา 

     ส่วนเส้นกลางตัวด้านหลังก็จะไม่เป็นเพียงเส้นตรง ๆ แต่จะมีวิธีการเก็บเส้นหลังเพื่อให้แนบ

ตามรูปหลัง   เส้นสะโพกบนและเส้นสะโพกล่างก็จะไม่ใช่  10  และ  10 อีกต่อไป อาจจะเป็น

8 กับ  23  ตามสรีระจริง ๆ

    ที่กล่าวมานั้นก็เพื่อทำแบบตัดแปลก ๆ ใหม่ ๆ ตามสรีระ โดยเฉพาะคนรูปร่างที่มีปัญหาถ้าสนใจ

ก็มาที่โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (อาทร  สังขะวัฒนะ) ซิคะ แล้วเราจะอธิบายให้ฟังเอง

    * แสดงความคิดเห็นกันได้เพื่อเป็นวิทยาการสำหรับคนที่ต้องการเป็นช่าง

                   แล้วพบกันนะคะ

รู้จักสังเกตสรีระในการวัดตัว และวัดตัวได้ถูกต้องแม่นยำ

     dscf2183.jpg   การวัดตัวในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมักจะชอบให้วัดโดยละเอียดทุกแง่ทุกมุม ทุกจุดเพื่อนำไปเทียบการสร้างแบบ           

  บางครั้งอาจจะดูว่ายุ่งยากและวัดตำแหน่งต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด  ในการสอนของโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร  (อาทร สังขะวัฒนะ)              ของดิฉันจะชอบให้วัดหลาย ๆ จุด คนที่มาเรียนจะได้รู้จักการสังเกตุรูปร่างของลูกค้า ตำแหน่งที่เราจะต้องวัดตัวในร่างกายของสตรีนั้นมีประมาณ            40 กว่าจุดด้วยกันดังนี้

          1. ข้างคอหน้า-เส้นเอวด้านหน้า                          22. รอบวงแขน

          2. ข้างคอหลัง-เส้นเอวด้านหลัง                          23. รอบต้นแขน

          3. ปลายไหล่หน้า-เส้นเอวด้านหน้า                       24. รอบข้อกำปั้น

          4. ปลายไหล่หลัง-เส้นเอวด้านหลัง                       25. รอบข้อมือ

          5. รอบคอ                                                    26. รอบกำปั้น

          6. บ่าหน้า                                                    27. เส้นไหล่

          7. ความยาวเส้นบ่าหน้า                                     28. ไหล่กว้าง

          8. รอบอก                                                     30. ความยาวจากไหล่-ข้อศอก

          9. อกสูง                                                      31. ความยาวจากไหล่-ข้อมือ

         10. อกห่าง                                                    32. ความยาวแขนที่ต้องการ

         11. รอบเอวกระโปรง                                         33. รอบปลายแขน

         12. รอบสะโพกบน                                           34. ระดับไหล่

         13. รอบสะโพกล่าง                                          35. ความยาวจากเอวด้านหน้า-พื้น

         14. ยาวหน้า                                                  36. ความยาวจากเอวด้านข้าง-พื้น

         15. ความยาวเส้นสะโพกบน                                 37. ความยาวจากเอวด้านหลัง-พื้น

         16. ความยาวเส้นสะโพกล่าง                                38. โค้งร่องเอว

         17. ยาวหลัง                                                   39. ความยาวตะเข็บข้าง

          18. บ่าหลัง                                                   40. รอบเอวเสื้อ

          19. ความยาวเส้นบ่าหลัง                                    41. ความยาวเสื้อจากเอว

          20. กลางคอหน้าถึงปลายไหล่

          21. กลางคอหลังถึงปลายไหล่

  *  และยังมีเกร็ดการวัดตัวอีกมากมาย ทุกแง่ทุกมุมว่าเหตุใดจึงมีการเทียบการวัดสัดส่วนร่างกายว่าทำไมมีมากจุดขนาดนั้น  ถ้าสนใจรายละเอียดการเรียน    ก็ติดต่อมาได้ที่ โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ฯ ( อาทร  สังขะวัฒนะ)  โทร 0-2426-3653                                    

                                                                         dscf2668.jpg

ความอดทนเป็นเรื่องที่ดี

ผลงานนักศึกษา  dscf2670.jpg     วันนี้ก็ได้มีโอกาสมาสอนชุดวิวาร์ราตรี ใคร ๆ ก็ บ่นว่าครูเรื่องมากจัง อะไร ๆ ก็ ให้รื่อ ให้เลาะ  ซึ่งเราก็รู้นะว่าเป็นงานที่น่าเบื่อมาก ๆ  แต่เธอจะรู้กันบ้างมั้ยว่าถ้าลูกค้าสั่งรื้อ สั่งเลาะเมื่อไหร่ละก็ยิ่งกว่าครูหลายเท่านัก เผลอ ๆ พาลไม่จ่ายตังค่าตัดด้วย  กว่าจะได้ชิ้นงานออกมาก็อดทนพอดู ใครมีประสบการณ์อะไรก็มาเล่ากันบ้างนะคะ แล้วจะรอคำตอบ

สวัสดีค่ะช่างเสื้อสตรีทุกท่าน

   วันนี้ดิฉันมีเรื่องมาแนะนำการทำแพทเทิร์นเสื้อผ้าสตรีแนวมาลองเสนอ ก่อนอื่นก็อยากจะขอแนะนำคุณสมบัติที่ดีของช่างเสื้อซะก่อน  ก่อนที่จะไปเป็นช่างเสื้อกันนะคะ ก่อนอื่นเราก็ต้องเปิดใจกว้างสำหรับการเรียนเป็นอันดับแรก  สิ่งที่ดิฉันเองอยากจะเห็นก็คือการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันไม่ว่าใครจะเรียนมาจากสถาบันไหน  มีเทคนิคอะไรบ้าง คนอื่นมีเทคนิคอะไรที่มีความแตกต่างจากตัวเอง

                                                                dscf2658.JPG

« เรื่องที่เก่ากว่า

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.