ได้ยินเสียงถกเถียงของบรรดานักเรียนว่า “กาลวินเนี๊ยบกว่า” บ้างก็ว่า “นิรันดร์รัตน์ดีกว่า”
แล้วอีกหลาย ๆ สถาบันที่คุยอวดกัน (ฮ่า ๆๆๆ สุดท้ายมาเรียนที่สารพัดช่าง) ทำให้เราได้รู้ว่า
มีตั้งหลายหลักสูตร ต่างคนต่างก็เอามาอวดกันทั้งตำราทั้งเทคนิคส่วนเราคนสอนก็ฟังอย่าง

เป็นกลาง และแล้วตำราในแต่ละที่ก็มีลูกศิษย์นำมาพา เข้ามาสอนเทคนิคให้กับเรา ครูก็ได้
โอกาสจากการเรียนรู้ใหม่ ๆ เพราะการเปิดใจกว้าง แต่จากการพิจารณาตำราและเทคนิคการ
ตัดเย็บในแต่ละที่ทำให้รู้ว่าการมีเทคนิคต่างกันเป็นเรื่องที่ดีถ้าผู้เรียนรู้จักนำเทคนิคมาผสมผสาน
กันว่าในแต่ละที่มีอะไรแตกต่างจากตัวเอง แล้วดีกว่ามั้ย ถ้าดีกว่านำมาใช้กับของเราได้มั้ย อะไร
ที่เป็นจุดเด่นของสถาบันนั้นจุดด้อยของหลักสูตรสถาบันนั้นคืออะไร
และแล้วตำราทุกอย่างนานาชนิดก็มาอยู่กับเราแทบทุกสถาบัน เพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น
เพราะว่า “ความใจกว้างระหว่างกัน” การที่เรา “ไม่ปิดบังความรู้ซึ่งกันและกัน” ช่วยกันเรียน
ช่วยกันคิด ช่วยกันสอน ช่วยกันทำ
นักเรียนรู้มั้ยการที่ครูได้รับการพัฒนาเทคนิคการตัดเย็บที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากใคร แต่ก็
ไม่ได้มาจากใครที่ไหน มาจากพวกเธอนั่นแหละ บางคนเป็นช่างเย็บมานับ 30 ปี แต่ว่า
สร้างแบบไม่ได้ ส่วนผู้สอนเองนั้นเย็บไม่เก่งแต่ว่าสร้างแบบเก่งมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเรา
เจอกันมันจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันนั่นเอง
บางครั้งวันดีคืนดีก็จะมีตำราเก่าเก็บเมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้วมามอบให้ครู
บางทีก็จะมีตำราต่างประเทศมาให้บ้าง ซึ่งก็มาจากลูกศิษย์นี่แหละ จากการที่ได้แลก
เปลี่ยนซึ่งกันและกันนี่เองมันเป็นที่มาของการเรียนที่ผสมผสานของเรา




